ร่างยุทธศาสตร์แรงงานข้ามชาติ เพื่อสุขภาพดีทั้งของคนไทยและเพื่อนบ้าน

 

เมื่อพูดถึงสุขภาพแรงงานข้ามชาติ หลายคนอาจยังไม่เห็นความสำคัญมากนัก แต่จริงๆแล้ว มีความสำคัญไม่แพ้สุขภาพคนไทย เนื่องจากปัจจุบันแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนมาก การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากเรื่องมนุษยธรรมแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดกับคนไทยคือ เมื่อพวกเขาป่วยและไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ ย่อมหมายถึงความเสี่ยงการแพร่ระบาดมายังคนไทยได้ด้วย
 
เมื่อเร็วๆนี้ มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย (ภวส.)จัด”เวทีเสวนาปลดล็อกสุขภาพประชากรข้ามชาติเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสยุคThailand 4.0” ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี โดย นพ.ชนินันท์ สนธิไชย สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์และบริบทพื้นที่ชายแดน 31 จังหวัดชายแดน เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ พรมแดน 3,300 กิโลเมตร มีเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยแรงงานข้ามชาติที่เข้ามานั้น มีทั้งเคลื่อนย้ายที่เป็นระบบ และไม่เป็นระบบ ซึ่งปัญหาที่พบคือ การบริการสาธารณสุข การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายในการให้บริการ สถานบริการไม่ครอบคลุม เป็นต้น โดยปัญหาสุขภาพ อย่างอนามัยเจริญพันธุ์ อนามัยแม่และเด็กยังไม่ดีพอ
 
โดยปัญหาสุขภาพที่พบจากการประกอบอาชีพของแรงงานกลุ่มนี้ อันดับหนึ่ง ยังเป็นโรคทางเดินหายใจ รองลงมา การบาดเจ็บจากการทำงาน โรคกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน โรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง และโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีการรับบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้น โดยพบว่าเป็นผู้ป่วยนอก 3.8-4.2 แสนคน ขณะที่ผู้ป่วยในอยู่ที่ 5.4-5.9 หมื่นคน ทั้งนี้ในอนาคตจะต้องมีแผนการรองรับ เพราะปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งผลให้มีการค้าชายแดนและการลงทุนมากขึ้น การใช้แรงงานข้ามชาติก็เพิ่มมากขึ้นด้วย
สำนักนโยบายฯ ได้ร่างยุทธศาสตร์สาธารณสุขชายแดน พ.ศ. 2560-2564 ขึ้น เพื่อสร้างเสริมและพัฒนาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน ให้ประชาชนที่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ทั้งคนไทยและประชากรข้ามชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยร่างดังกล่าวแบ่งออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
 
1.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน โดยจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพระบบบริการสุขภาพ สถานพยาบาล และระบบส่งต่อให้ได้มาตรฐาน มีความพร้อมและสะดวกต่อการเข้ารับบริการ รวมถึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพในพื้นที่ชายแดนครอบคลุมทั้งประชากรชาวไทยและต่างชาติ
 
2.ยุทธศาสตร์การเพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพผลิตภัณฑ์ สุขภาพ 3.ยุทธศาสตร์การจัดการสุขภาพประชากรในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยส่งเสริมให้ประชากรทุกคนในเขตฯ มีหลักประกันสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์การพัฒนาความเข้มแข็งภาคีเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศด้านสาธารณสุขชายแดน และ 5.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการงานสาธารณสุขชายแดน โดยจะต้องเพิ่มศักยภาพบุคลากรสาธารณสุขพื้นที่ชายแดน และพัฒนากระบวนการติดตามและประเมินผล ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ และเตรียมจะประชาพิจารณ์เร็วๆนี้
 
นพ.ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ นักวิจัยสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า เมื่อกล่าวถึงการดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ส่วนใหญ่จะมองใน 2 เรื่องหลักๆคือ 1.ระบบการดูแล และ 2.ระบบประกันสุขภาพ โดยในส่วนของระบบประกันสุขภาพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน เมื่อแรงงานกลุ่มนี้มารับบริการก็มักจะถามว่าใช้สิทธิประกันสุขภาพกับอะไรหรือขึ้นทะเบียนกับอะไร ซึ่งก็มีทั้งคนที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย นโยบายการประกันสุขภาพจึงขึ้นกับการเปิดกว้างของรัฐในแต่ละช่วงว่านโยบายการจ้างงานเปิดหรือปิดขนาดไหน
 
นพ.ระพีพงศ์ กล่าวว่า หากพิจารณาให้ดีจะพบว่านโยบายการประกันสุขภาพจะสอดคล้องกับการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เช่น ยุคปี 2534-2535 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เศรษฐกิจเริ่มบูม ก็เริ่มเปิดกว้างให้มีการประกันสุขภาพ ต่อมาสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ให้มีการประกันสุขภาพทั่วประเทศ ปี 2547 เริ่มมีบัตรประกันสุขภาพคนข้ามชาติหรือคนต่างด้าว 1,300 บาท จากนั้นปี 2556 ก็เพิ่มราคาบัตร เป็น 2,200 บาท และลดราคาเหลือ 1,600 บาทในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นต้น
 
เมื่อถามว่าหากพิจารณาบริบทของประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยส่วนตัวมองว่าเข้าสู่ช่วงเปิดกว้างทางนโยบายเศรษฐกิจอีกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสในการจัดระบบประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวหรือทบทวนว่ายังขาดตกบกพร่องในเรื่องใด และจะเติมเต็มอย่างไร
 
“ทุกนโยบายมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดบางอย่างที่ยังติดขัดอยู่ อาจจะเติมเต็มโดยภาครัฐ ภาพเอกชนหรือประชาสังคมซึ่งคงต้องดูในรายละเอียดว่าตรงไหนที่รัฐจะทำ หรือคิดว่ารัฐทำแล้วไม่มีประสิทธิภาพก็ให้ภาคประชาสังคมหรือภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย”นพ.ระพีพงศ์ กล่าว
 
ยกตัวอย่าง นโยบาย One Stop Service ในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว รัฐประกาศว่าให้ขึ้นทะเบียนรอบสุดท้ายและหลังจากนี้จะไม่เปิดให้ขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ แล้วจะทำอย่างไรกับคนกลุ่มนี้ หรือกรณีบัตรประกันสุขภาพ 365 บาทสำหรับเด็กต่างด้าวอายุ 0-7 ปีของกระทรวงสาธารณสุข มุมหนึ่งก็ดีแต่อีกมุมหนึ่งเด็กอายุ 8-15 ปีจะทำอย่างไร จะเข้าประกันสุขภาพผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เพราะต้องใช้ Work Permit แล้วถ้าเด็กกลุ่มนี้เจ็บป่วยจะทำอย่างไร
 
“ยุคไทยแลนด์ 4.0 เราทำนโยบายหลายอย่างมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด เราอาจต้อง Keep ข้อดีแล้วมาดูว่ามีข้อจำกัดตรงไหนที่ยังไม่เติมเต็ม ตรงนี้คงบอกไม่ได้ว่าต้องทำอะไร แต่เป็นโอกาสที่เรามาเริ่มคิดและอาจจะไม่ใช่รัฐทำอย่างเดียว แต่ให้ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม มาร่วมทำก็ได้”นพ.ระพีพงศ์ กล่าว
 
ด้านนายภาคภูมิ แสวงคำ มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาบริการสุขภาพแรงงานต่างด้าว ในฐานะที่ทำงานในพื้นที่ มีข้อเสนอดังนี้ 1.ต้องจัดบริการที่เป็นมิตร คือ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ตีตรา เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยใช้มาตรฐานในการดูแลแบบเดียวกับคนไทย 2.การทำงานเชิงรุก คือ อาจต้องใช้สื่อช่องทางใหม่ในการติดต่อ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ เพราะคนต่างชาติก็ใช้กัน อย่างพม่าจะนิยมใช้ไวเบอร์ รวมถึงต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะจะทำให้เข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเตรียมความพร้อมแรงงานต่างด้าวรายใหม่ที่เข้ามาทำงาน เพราะยังไม่รู้กฎหมายหรือภาษา เป็นต้น
3.ผู้ประสานด้านภาษาประชากรข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาเมื่อปี 2559 แล้วว่า หน่วยงานรัฐสามารถจ้างล่ามเพื่อช่วยสื่อสารกับแรงงานต่างด้าวได้ เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น และ 4.การจัดตั้งกลุ่มด้านสุขภาพของแรงงานต่างด้าว อย่างกรณีกองทุนโลกตัดงบช่วยเหลือด้านเอดส์ วัณโรคและมาลาเรียลง หลายพื้นที่ทำให้เอ็นจีโอไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม กลุ่มช่วยเหลือกันเองนี้ที่จะมาช่วยสานต่อ อย่างแรงงานพม่าบางพื้นที่ก็พบว่ามีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาช่วยเหลือดูแลด้านสุขภาพกันเอง
 
ที่มาจาก https://www.matichon.co.th/news/557964