เด็กข้ามชาติในชุมชนประมงที่ขนอมกับ 'ทางเลือก' ด้านการศึกษา
Thu, 2016-02-25 20:45
 
พิกุลทิพย์ ยุระพันธุ์
วิมลรัตน์ ธัมมิสโร
 
แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากพม่ากว่าสองหมื่นคนเข้ามาทำงานด้านกิจการประมงในขนอมเป็นจำนวนมาก พวกเขาทำงานที่นี่กันหลายปีและพาครอบครัวมาด้วย เราพาสำรวจความเป็นอยู่ การทำงาน โอกาสทางการศึกษาและความฝันของเด็กๆ เหล่านี้ 
 
เสียงกริ่งยาวบอกเวลาเลิกเรียนคาบสุดท้ายของสัปดาห์ เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว ที่หน้าโรงเรียนชุมชนบ้านท่าม่วง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เต็มไปด้วยร้านขายลูกชิ้น น้ำอัดลม รอคอยลูกค้าอย่างเด็กนักเรียนหลายร้อยที่กำลังเข้าแถวรอกลับบ้าน ครูยืนที่ประตูโรงเรียนรับไหว้เด็กนักเรียนที่มีผู้ปกครองมารอรับกลับบ้าน เด็กนักเรียนจะกลับมาใหม่ในวันเปิดเรียนวันจันทร์ และในบรรดาเด็กนักเรียนที่รอกลับบ้านนั้น ยังมีเด็กๆ ลูกหลานของครอบครัวแรงงานข้ามชาติ ก็รอผู้ปกครองมารับกลับบ้านเช่นกัน
 
ที่อำเภอขนอม มีแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา เข้ามาทำงานเช่นเดียวกับเมืองชายทะเลอื่นๆ ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุถึงสถิติแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ว่า จากปี พ.ศ. 2550 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 พบว่าเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช มีประชากรแรงงานข้ามชาติเข้ามาใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมายจำนวน 21,048 คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2550 ที่เมื่อก่อนมีเพียง 1,223 คน หรือ 17 เท่าภายในเวลา 9 ปี ทั้งนี้ส่วนใหญ่นายทุนในพื้นที่เป็นคนไทยนิยมว่าจ้างแรงงานข้ามชาติมาประกอบอาชีพประมง และอีกสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากแนวนโยบายการรับจดทะเบียนแรงงานรอบใหม่ในปี พ.ศ. 2557 ทำให้จำนวนแรงงานที่จดทะเบียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 14,600 คน ในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2557 เป็น 17,480 คน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558
 
ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอำเภอขนอมที่อยู่ติดริมฝั่งทะเลเหมาะสำหรับการทำกิจการด้านประมง เป็นแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถือว่าเป็นแหล่งกระจายรายได้หลัก ทำให้แรงงานข้ามชาติเลือกเข้ามาทำงานเพื่อใช้แรงงานประกอบอาชีพประมง ซึ่งแรงงานข้ามชาติมักจะเข้ามาแบบจดทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายและมีผู้ติดตามเข้ามาอยู่อาศัยร่วมด้วยในพื้นที่มีทั้งเด็กที่ติดตามมาด้วยจำนวนมากกว่า 100 คน เกินครึ่งของเด็กเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเรียนรัฐและศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่
 
000
 

“ดาว” เป็นหนึ่งในครอบครัวที่มีผู้ติดตามมาจากประเทศพม่า เธอมีลูกสาววัยเด็กอายุ 12 ปีติดตามมาในที่ทำงานด้วย ดาวเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตัวเธอมาทำงานในพื้นที่กว่า 10 ปีแล้ว โดยที่แพปลาในชุมชนท้องเนียน ดาวมีอาชีพรับจ้างตัดหัวปลาเป็ด ปลากระบอก และปลาไส้ตัน โดยมีผู้ว่าจ้างเป็นคนไทยอย่างถูกกฎหมาย ดาวเล่าว่า การที่ให้ลูกของเธอออกมาทำงานนั้นถือว่าสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และยังถือว่าเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงเลือกให้ลูกสาวมาช่วยทำงานตัดหัวปลา แทนที่จะให้ลูกสาวไปเรียนหนังสือ เพราะด้วยฐานะทางบ้านยากจนที่ต้องพึงตนเองหาเช้ากินค่ำ

"เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย เวลาสื่อสารกับชาวบ้านก็จะให้ชาวบ้านในละแวกช่วยสอนให้พูด แต่ไม่ได้ส่งลูกสาวเรียนในโรงเรียน ไม่มีความจำเป็นเพราะลูกเรียนหนังสือจากประเทศพม่ามาแล้ว พอที่จะอ่านออกเขียนได้ ก็เลยพาลูกเข้ามาที่นี้เพื่อมาใช้แรงงานแลกเงินเพียงอย่างเดียว" ดาว หนึ่งในผู้ปกครองที่ไม่ยอมส่งให้ลูกเข้าเรียนหนังสือ กล่าว

 

โอกาสและข้อจำกัดของโรงเรียนรัฐ ในการจัดการเรียนการสอนเด็กข้ามชาติ

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2548 อนุมัติให้เด็กไร้สถานะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่ในพื้นที่อำเภอขนอมมีโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของเด็กที่เป็นผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ 3 แห่ง 2 แห่งแรกเป็นโรงเรียนในสังกัดกระทรวง ได้แก่ โรงเรียนบ้านท่าม่วง โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด และอีก 1 แห่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบโดยอดีตผู้ประสานงานมูลนิธิรักษ์ไทย

แต่มีเพียงเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติบางส่วนที่เข้ารับการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2558 มีเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติเข้ารับการศึกษารวม 49 คน จากเด็กผู้ติดตามทั้งหมดเกือบ 100 คน ประกอบด้วย นักเรียนที่โรงเรียนบ้านท่าม่วง 7 คน นักเรียนที่โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด 6 คน และนักเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้ 36 คน 

ในปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบ้านท่าม่วง มีนักเรียนชาย ป.1 จำนวน 1 คน นักเรียนชาย ป.2 จำนวน 3 คน และนักเรียนชาย ป.4 จำนวน 1 คน โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด มีนักเรียนอนุบาล จำนวน 1 คน ชั้น ป.1 มีนักเรียนหญิง จำนวน 1 คน ชั้น ป.2 มีนักเรียนหญิง 2 คน และชั้น ป.3 มีนักเรียนชาย 1 คน นักเรียนหญิง 2 คน ทั้งสองโรงเรียนยังไม่มีเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะเพิ่งเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 ส่วนศูนย์การเรียนรู้เป็นชั้นเรียนคละ

เมื่อเทียบเคียงสถิติการเข้าเรียนหนังสือของเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ขนอม พบว่าใกล้เคียงกับชุมชนแรงงานข้ามชาติอื่น โดยในงานวิจัย “สถานการณ์ของเด็กข้ามชาติและแรงงานเด็กข้ามชาติ ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร” ของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2558 (อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง) พบว่าที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร หรือที่เรียกว่า “ย่านมหาชัย” มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี จากการขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2557 ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร จำนวน 5,500 คน และจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง786 คน เด็กส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาลร้อยละ 56 ที่เหลือไม่ได้เข้าเรียน และไม่ได้ทำงาน ขณะที่อาชีพของบิดา มารดา ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงมีแนวโน้มเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การกลายเป็นแรงงานเด็กของบุตรหลาน

ส่วนภาพรวมในประเทศ จากรายงาน "สถานการณ์ทางด้านการศึกษา สำหรับเด็กข้ามชาติ และแรงงานข้ามชาติ พ.ศ. 2558" นำเสนอโดย เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ในช่วงวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล เมื่อธันวาคม 2558ที่่ผ่านมา (อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง) พบว่าในภาพรวมของเด็กข้ามชาติที่สำรวจได้ราว 300,000 ราย พบว่า ได้รับการศึกษาในระบบ 138,724 ราย หรือ 46% เรียนในศูนย์การเรียนรู้ 17,161 หรือ 6% เรียนผ่านการศึกษานอกระบบ 5,126 ราย หรือ 2% และไม่อยู่ในระบบการศึกษา 138,989 ราย หรือ 46% ซึ่งนับว่าเป็นเป้าหมายที่สูง เมื่อพิจารณาจากเป้าหมาย การศึกษาเพื่อปวงชนของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยสาเหตุของการเข้าไม่ถึงการศึกษาคือ โรงเรียนบางส่วนยังไม่รับเด็กเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องจำนวนครู จำนวนห้องเรียน กรรมการโรงเรียนไม่เห็นด้วย ความวิตกกังวลเรื่องผลการเรียนโดยรวม ขณะที่ผู้ปกครองแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่ไหว เนื่องจากรายได้ที่ได้รับไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

เอกสารแสดงสถานะบุคคลบันไดหลายขั้นตอนสำหรับเด็กข้ามชาติ

ถึงแม้ว่า มติ ครม. ปี พ.ศ. 2548 อนุมัติให้เด็กไร้สถานะสามารถเข้าเรียนสถานศึกษาได้ แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนในพื้นที่ก็ยังต้องการเอกสารเพื่อแสดงสถานะบุคคล

โดย อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) นักวิจัยด้านประชากรข้ามชาติ พูดถึงข้อจำกัดในการคัดเลือกให้ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าเรียนสถานศึกษาไว้ว่า “ในทางปฏิบัติก็แล้วแต่พื้นที่ของสถานศึกษาว่าพร้อมจะยอมรับให้เข้าเรียนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายโรงเรียนในท้องถิ่นที่ต้องการทราบรายละเอียด ‘ข้อมูลแจ้งประวัติบุคคล’ แต่ว่าก็ยังคงมีอีกหลายโรงเรียนที่ต้องการให้นักเรียนมีเอกสารแสดงสถานะทางบุคคลก่อนจะขึ้นทะเบียนนักเรียน”

เกรียงศักดิ์ ประสิทธิ์ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด กล่าวว่า "โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด มีนโยบายรับนักเรียนที่เป็นเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติเข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 มีนักเรียนที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาติเข้าศึกษาได้รับสิทธิ์ และปฏิบัติเหมือนกับเด็กไทยทุกประการ และใช้แผนการเรียนรู้เหมือนเด็กไทยเรียนครบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่จะไม่มีคุณครูที่มาจากประเทศพม่ามาสอนโดยตรง"

"ถ้าคุณมีหลักฐานพร้อมที่จะให้ลูกเข้าเรียน หมายถึงให้มีใบสูติบัตรหรือหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทางโรงเรียนก็พร้อมรับเด็กเข้าเรียน " เกรียงศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เคยมีข้อเสนอเชิงนโยบาย นำเสนอในช่วงวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล เมื่อ 18 ธันวาคม 2558 เพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็กไม่มีสถานะบุคคลได้เข้าเรียนว่า กรณีเด็กนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก หรือเด็กติด G สถานศึกษาควรจะต้องรวบรวมข้อมูลของเด็กนักเรียน และประสานงานไปยังฝ่ายทะเบียนในท้องที่ เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ตาม มาตรา 38 ของ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร และประสานงานให้สำนักทะเบียนราษฎร กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย จัดทำหนังสือสั่งการ และแนวปฏิบัติในเรื่องการจัดทำทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรณีนักเรียนในสถานศึกษา เพื่อให้เกิดแนวปฏิบัติร่วมกันทั้งประเทศต่อไป

นอกจากนี้ยังเสนอให้สำนักงานการศึกษา สพฐ.ส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนตามมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 อย่างแท้จริงและเป็นจริง โดยให้มีกลไกการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในทุกระดับ

และขอให้ยกเลิกคุณสมบัติของนักเรียนที่ระบุไว้ตามข้อ 6(3) ค. ที่ระบุว่า “เป็นนักเรียนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย” ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัว พ.ศ. 2558 และดำเนินการจัดสรรงบรายหัวให้แก่นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่จริงในโรงเรียน

เด็กโข่งกับเพื่อนต่างวัยการปรับตัวเมื่อเข้าเรียนช้า

นอกจากขั้นตอนของการยื่นเอกสารแล้ว นักเรียนที่เป็นเด็กข้ามชาติยังคงมีปัญหาเรื่องการปรับตัวด้วย เนื่องจากพวกเขาเข้าเรียนช้าหลายปี เมื่อเรียนร่วมกับเด็กไทย พวกเขาก็กลายเป็นเด็กที่อายุมากกว่า ทั้งตัวใหญ่กว่า ทำให้ถูกเพื่อนล้อ แต่จากที่ผู้สื่อข่าวสังเกต เด็กนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ก็กระตือรือร้น ขวนขวายในการเรียน

ธนาภร เอี่ยมทรัพย์ ครูประจำชั้นที่มีนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวเข้าศึกษาอยู่ที่โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด กล่าวถึงอุปสรรคส่วนใหญ่ที่พบเจอจากการเรียนการสอนของนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวที่ว่า "พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติก็เป็นไปตามสมวัย อาจจะช้าว่านักเรียนไทยที่เข้าเรียนตามปกติบ้างเล็กน้อย แต่ตอนนี้ก็สามารถอ่านออกเขียนได้ภาษาไทยได้คล่องมากขึ้น แต่ยังมีเรื่องการปรับตัวอยู่บ้างที่ต้องค่อยดูกันต่อไป"

"ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่เป็นลูกหลานต่างด้าวเขาจะเข้ามาเรียนภายหลังแล้ว นี้หมายถึงจะมีอายุมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในชั้นเรียน มีเพียงเรื่องการสื่อสารที่ต้องพูดคุยกับคุณครูและเพื่อนในชั้นเรียน และการปรับตัวเข้าหาเพื่อบางเล็กน้อยแต่ทั้งหมดก็จะอยู่ในการดูแลของคุณครู" ภาวิณี โชติมณี คุณครูประจำชั้นที่มีนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวเข้าศึกษาอยู่ที่โรงเรียนท่าม่วง กล่าว

ภายโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด ห้องเรียนมีป้ายระบุว่าเป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของเด็กนักเรียนผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่กำลังนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์คละกับเพื่อนๆหลายคนในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆบรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ปะปนกับเสียงหัวเราะของคุณครูผู้สอนและนักเรียน

เด็กหญิงเจนจิรา หรือ “น้องโม” หนึ่งในของเด็กของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่ได้เข้าเรียนโรงเรียนบ้านท่าม่วง อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.3/1 พ่อแม่ทำงานรับจ้างกรีดยางพารา เดินทางมาเรียนโดยติดรถโดยสารของเพื่อนบ้าน ออกจากบ้านมาเรียนตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. เวลาว่างหลังจากกลับจากโรงเรียนก็จะช่วยแม่ทำงานบ้าน กวาดขยะ ล้างจาน และทบทวนบทเรียน ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็จะช่วยพ่อแม่เข้าไปถางหญ้าในสวนยางพารา

น้องโมเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า น้องชอบเรียนวิชาภาษาไทย เพราะสามารถเขียนและอ่านออกเสียงให้เพื่อนๆ ฟังได้ โตขึ้นมีความฝันว่าอยากประกอบอาชีพคุณครูสอนวิชาภาษาไทยและกลับมาสอนให้กับเด็กๆที่เป็นผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวต่อในพื้นที่อำเภอขนอม และน้องโมเคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการเขียนเรียงความเนื่องในวันแม่เมื่อปี พ.ศ.2557 และเคยได้รับเกียรติบัตรจากการแข่งขันคัดลายมืออีกด้วย

"รู้สึกดีใจที่ได้เรียนโรงเรียนนี้เพราะทำให้หนูมีเพื่อนเพิ่มขึ้น เพื่อนๆมีนิสัยน่ารัก ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน คุณครูก็ใจดี เวลาพักเที่ยงก็มีเพื่อนๆจากห้องอื่นมาชวนไปเล่นด้วย" น้องโม กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส

"น้องเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนดีมาก ขยันอ่านหนังสือและทำการบ้านที่ครูมอบหมายได้เป็นอย่างดี มีความรับผิดชอบ และชอบทำกิจกรรม หลังจากเลิกเรียนก็จะมีเรียนพิเศษต่อจากครูท่านอื่น" คุณครูภาวิณี โชติมณี คุณครูประจำชั้นน้องโม กล่าว

วันโน เอ เอย นักเรียนของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ที่เข้าเรียนในโรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนดได้เกือบหนึ่งปีแล้ว อายุ 8 ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.2 เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า พ่อทำอาชีพนักการภารโรงช่วยงานอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ หลังจากที่แม่ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา และพี่ชายทำงานรับจ้าง น้องวันโนอาศัยอยู่ที่บ้านพักในเขตบริเวณโรงเรียนห่างกันไม่ไกลหนัก และได้รับเงินมาใช้จ่ายตอนมาเรียนวันละ 20 บาท

"ผมอยากช่วยพ่อทำงาน อนาคตอยากทำงานเหมือนพ่อเพราะไม่อยากเห็นพ่อเหนื่อย" น้องวันโน กล่าว

ลักษณะนิสัยตามคำบอกเล่าของเพื่อนๆ น้องวันโนในชั้นเรียน ที่พูดกับผู้สื่อข่าวเล่าว่า วันโนเป็นเด็กขยัน ชอบอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ชอบคุยกับคุณครู คอยช่วยเหลือเพื่อน อยู่บ่อยครั้ง เป็นเด็กที่มีนิสัยสนุกสนาน ร่าเริง และชอบพูดคุยกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ

น้องทวง หนึ่งในนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติที่เคยได้เข้ารับการศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ที่ตั้งอยู่ที่อาคารแพปลาหลังเก่า ที่มีอดีตผู้ประสานงานมูลนิธิรักษ์ไทยเป็นผู้ดูแล เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า น้องได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่จำความได้ และเริ่มเข้าเรียนตอนอายุ 10 ขวบ ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้นป.2 ที่โรงเรียนสอนคละกันทุกชั้นปีมีเพียงครูพม่าเพียงคนเดียวที่เป็นผู้สอน ซึ่งภายหลังก็ย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด

ครอบครัวของน้องทวงทำอาชีพรับจ้าง พ่อทำงานแบกกระสอบข้าวสาร รับจ้างที่ร้านขายของชำอยู่ในตัวเมืองของอำเภอขนอม ส่วนแม่รับจ้างเป็นแม่บ้านทำความสะอาดให้กับร้านอาหารแห่งหนึ่งอยู่ในตัวเมืองของอำเภอขนอมเช่นกัน ตั้งแต่ตอนเช้าน้องทวงจะโดยสารรถจักรยานยนต์มากับพ่อแม่เพื่อเข้ามาเรียนหนังสือตั้งแต่เวลา 07.30-17.00น. เป็นประจำทุกวัน และได้รับเงินค่าขนมมาใช้จ่ายในโรงเรียนวันละ 40 บาท น้องเล่าว่าตนเองอยากจะช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่พ่อกับแม่ไม่ยอมให้ทำเลยตัดสินใจส่งมาเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้ เพราะเนื่องจากพ่อแม่รู้จักและไว้วางใจครูผู้สอนที่นี้

"พ่อกับแม่ทำงานรับจ้างในตัวเมืองอำเภอขนอม ผมอยากทำงานแบกกระสอบข้าวสารเหมือนพ่อ แต่พ่อไม่ให้ทำ เพราะไม่อยากเห็นผมเหนื่อย เลยส่งผมมาเรียนกับครูที่นี้ ส่วนพี่ชายอายุ 15 เขาไม่อยากเรียนก็เลยไปช่วยพ่อทำงานที่ร้านค้าที่เดียวกับพ่อ" น้องทวง กล่าว ด้วยแววตาเศร้าและหม่นหมอง

ทางคุณครูประจำชั้นของน้องทวง นางธนาภา เอี่ยมทรัพย์ ได้เล่าว่า ทราบเรื่องทางบ้านของน้องทวงเป็นอย่างดี ว่าเขาเป็นแรงงานข้ามชาติมากจากประเทศพม่า เข้ามาทำงานในพื้นที่อำเภอขนอมเกือบ 10 ปีแล้ว ฐานะทางบ้านค่อนข้างที่จะยากจน พ่อ แม่พี่ชายก็ช่วยกันหารายได้ และตัดสินใจส่งน้องทวงมาเรียนที่นี้ได้เกือบปีแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีโรงเรียนที่สอนนักเรียนของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติอยู่ 2 แห่ง ที่เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยังมีบางส่วนที่พ่อแม่เลือกที่จะส่งลูกมาเรียน อีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ขยายโอกาสให้กับเด็กของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติอยู่ 1 แห่ง ที่เมื่อก่อนเคยอยู่ในความดูแลของมูลนิธิรักษ์ไทย ภายหลังไม่มีงบประมาณเมื่อปี พ.ศ.2557 แต่ปัจจุบันก็ยังคงมีการจัดการเรียนการสอนอยู่ตามปกติ โดยมีเพียงอดีตผู้ประสานงานมูลนิธิรักษ์ไทยและคุณครูชาวพม่าเป็นผู้ดูแล

สถานที่แห่งนี้ซึ่งเคยเป็นแพปลาเก่ามาก่อน ได้ถูกดัดแปลงสภาพให้กลายเป็นของห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มีนักเรียนราว 30 กว่าชีวิต อาศัยทำกิจกกรมอยู่ภายใน บรรยากาศการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนแห่งนี้จะถูกคละรวมกันของนักเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติ มีคุณครูชาวพม่าเพียงคนเดียวที่เป็นคุณครูประจำและคุณครูประจำรายวิชาไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าภายในจะดูเหมือนอึดอัดที่เกิดขึ้นจากอากาศร้อน แต่ที่นี้ก็คลาคล่ำไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของนักเรียนและคุณครูเคล้ากันไป ในทุกบ่ายของวันพฤหัสบดีจะมีครูชาวไทยจากสถานศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาสอนภาษาไทยสัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง

ข้อมูลจากอดิศร เกิดมงคล ระบุว่า การจัดระบบการศึกษาของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยแบ่ง 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.โรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ 2.การศึกษานอกระบบและสถานศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 3.ศูนย์การเรียนรู้ที่จัดขึ้นเองโดยคนในชุมชนที่ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ และ 4.ศูนย์การเรียนที่จัดร่วมกับโรงเรียนรัฐ ตัวอย่าง โรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการทำ MOU ร่วมกัน และมีการมาสอบเทียบวุฒิการศึกษาในภายหลัง

เช่นเดียวกับศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่อำเภอขนอม คุณที คืออดีตผู้ประสานงานมูลนิธิรักษ์ไทย ที่ปัจจุบันยังคงดูแลรักษาความเรียบร้อยของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ เพื่อหวังว่าลูกผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติได้มีทางเลือกในการศึกษาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทาง เธอเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตัวเธอเป็นคนสัญชาติพม่าโดยกำเนิด เข้ามาทำงานในพื้นที่อำเภอขนอมได้เกือบสิบปีแล้ว อยากให้ลูกหลานของผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติได้มีที่เรียนกันทุกคน ไม่อยากให้ลูกหลานต้องมาใช้แรงงานในพื้นที่ถ้ายังไม่สามารถรับผิดชอบอะไรได้

"ตอนแรกที่เข้ามาก็ทำงานดูแลประสานงานให้กับมูลนิธิรักษ์ไทย ภายหลังไม่มีงบประมาณ ก็ถูกยกเลิกสำนักงานไป แต่ด้วยความเอ็นดูเด็กก็ทำให้ดูแลพื้นที่ให้เด็กได้มีที่เรียนอยู่ต่อไปในแพปลานี่แหละ" คุณที กล่าว

หลักสูตรการเรียนการสอนของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ต่างจากโรงเรียนรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเนื่องจากครูผู้สอนเป็นชาวพม่า สามารถอ่านออกเขียนได้พม่าเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถสื่อสารกันเข้าใจได้ง่ายขึ้น มีเรียนวิชาพื้นฐานที่ทำให้ให้นักเรียนสามารถอ่าน ออก เขียนภาษาไทยได้ และการเพิ่มเติมกิจกรรมระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนก็ปรากฏให้เห็นในช่วงเวลากลางวัน เพราะด้วยชั้นเรียนที่มีนักเรียนสอนคละกัน ต้องทำให้เด็กน้อยอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ได้นอนหลับพักผ่อนกลางวัน ทำให้นักเรียนในชั้นก็สามารถมีเวลาทำงานอดิเรกที่ตนเองชอบ อาทิ เป็นช่วงเวลาวาดรูประบายสี เล่นกีฬากลางแจ้ง หรือแม้กระทั่งสามารถเดินกลับบ้านไปช่วยดูแลงานบ้านก็ยังสามารถทำได้ แล้วค่อยกลับมาเรียนอีกครั้งในช่วงบ่าย

"ตั้งแต่เช้านักเรียนต้องเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ เข้าชั้นเรียนวิชาต่างๆ อย่าง วิชาภาษาไทย วิชาภาษาพม่า วิชาภาษาอังกฤษ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาคณิตศาสตร์ ช่วงพักเที่ยงถ้ากินคนไหนพาปิ่นโตมากินเอามากินที่โรงเรียน ถ้าไม่มีก็เดินกลับบ้านไปกินข้าว ก่อนจะเข้าเรียนอีกทีช่วงบ่าย " คุณที กล่าว

ข้อมูลในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2559 ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้มีนักเรียนอยู่ 36 คน ครูทีเล่าว่าสาเหตุทีทำให้โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนมากกว่าโรงเรียนรัฐอาจเป็นเพราะสถานที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของแรงงานข้ามชาติ และมีค่าเทอมที่ต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 250 บาท ซึ่งถ้านักเรียนคนไหนที่ทางบ้านยากจนก็ให้เขาเข้ามาเรียนฟรีได้เลย และตอนเข้ามาเรียนก็ไม่มีการขอเอกสารใดๆ ไว้เพื่อเป็นหลักฐานอะไรทั้งสิ้น ทราบเพียงแค่พ่อแม่ของนักเรียนชื่ออะไร ทำงานที่ไหน นักเรียนก็สามารถเข้ามาเรียนได้

"ส่วนใหญ่พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนหนังสือที่นี้จะทำรับจ้างประมงกันทั้งนั้น มีเพียงบางส่วนที่อยู่บ้านไม่ได้ทำงานอะไร แต่จะอาศัยอยู่ในละแวกนี้ ถ้าหาก